วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

กระต่าย


1.ถ้ากระต่ายเหยียบพื้นทั้งสองขา ถือว่าตาย ต้องเปลี่ยนคนเป็นกระต่ายใหม่
2.ถ้าผู้เล่นในวงถูกกระต่ายแตะตัวถือว่าตาย ต้องออกจากวงไป
3.ถ้าฝ่ายกระต่ายยืนไม่ได้นาน และไม่สามารถแตะตัวผู้เล่นในวงได้หมดทุกคน ก็เริ่มต้น
เป็นกระต่ายอีกรอบหนึ่ง
4.ถ้าฝ่ายผู้เล่นในวงถูกกระต่ายแตะหมดก็เปลี่ยนมาเป็นกระต่ายแทน ให้ฝ่ายกระต่ายเข้า
ไปเล่นในวงบ้าง

วิธีการเล่นกระต่ายขาเดียว จะแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองฝ่ายจำนวนเท่ากัน แล้วใช้เกมเริ่มหา
ฝ่ายที่เป็นกระต่าย ฝ่ายที่ได้เล่นก่อนจะเข้าไปยืนอยู่ในวงกลมทั้งหมด ฝ่ายกระต่ายอยู่
นอกวงและจะส่งตัวแทนครั้งละ 1 คนไปยืนขาเดียวอยู่ข้างๆ วงกลมแล้วไล่แตะตัวผู้เล่น
ในวง ผู้ที่ถูกแตะจะต้องออกจากวงไปเรื่อย ๆ จนหมด จะถือว่าฝ่ายกระต่ายชนะและจะได้
เข้าไปเล่นในวงกลมนั้นบ้าง แต่ถ้าฝ่ายกระต่ายเผลอเหยียบพื้นทั้งสองขาถือว่าตาย ให้
เปลี่ยนคนเป็นกระต่ายใหม่ ถ้าเปลี่ยนคนเป็นกระต่ายจนถึงคนสุดท้ายแล้วยังแตะตัวผู้เล่น
ในวงให้ตายจนหมดไม่ได้ และฝ่ายกระต่ายก็ล้มเองแล้วถือว่าตาย ต้องเล่นเป็นกระต่าย
อีกรอบ

เต่าทะเล

เต่าทะเลใกล้สูญพันธุ์


นายประวิม วุฒิสินธุ์ รองอธิบดี รักษาการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ทช. พยายามนำเต่าทะเลกลับคืนสู่ธรรมชาติ แต่ยังไม่สามารถชดเชยกับจำนวนที่สูญเสียไปได้ เนื่องจากอัตราการรอดของลูกเต่าทะเลในธรรมชาติมีน้อย มาก ประกอบกับการพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องมือทำการประมงทำ ให้เต่าทะเลถูกทำลายโดยการประมงใกล้ฝั่งปีละจำนวนมาก และถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองและอนุรักษ์เต่า ทะเลออกมาหลายฉบับ แต่จำนวนเต่าทะเลก็ยังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

จากวิกฤติการณ์ดังกล่าว ที่ผ่านมา ทช.จึงพยายามเร่งวิจัยเต่าทะเลที่ได้รับการอนุบาลอาย ุระหว่าง 1-2 ปี จะมีพฤติกรรมการหากินเหมือนเต่าทะเลอายุระหว่าง 3-5 ปี ที่โตตามธรรมชาติหรือไม่ ซึ่งผลจากการวิจัยทำให้ทราบว่าเต่าที่ได้รับการอนุบา ลก่อนปล่อยออกสู่ทะเลจะไม่ออกหากินไกลจากชายฝั่งมากน ัก ซึ่งถือว่าเป็นภาวะเสี่ยงสำหรับเต่าทะเลในอนาคต จึงได้มอบหมายให้นักวิชาการเร่งวิจัยแก้ปัญหาดังกล่า วอย่างเร่งด่วนต่อไป

ทางด้าน นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ นักวิชาการของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ทช. กล่าวว่า สถาบันฯเห็นว่าควรจะอนุบาลเต่าตนุให้มีอายุครบ 1 ปี หรือมีขนาดกระดองเท่ากับเต่าอายุ 3-5 ปี ในธรรมชาติคือ ขนาด 25-35 ซม. จึงจะปล่อยกลับทะเลได้ เพื่อให้เต่ายังคงหากินใกล้กับชายฝั่งและ มีโอกาสรอดไปจนถึงวัยผสมพันธุ์ จึงได้ทดลองโดยอนุบาลเต่าตนุจำนวน 13 ตัว โดยให้ปลา ปลาหมึก และวิตามินเสริม เป็นอาหารเพื่อให้มีขนาดใหญ่ตามต้องการ จากนั้นเริ่มปล่อยเต่าตัวแรกในปี 2538 และตัวสุดท้ายในปี 2552 โดยติดตั้งเครื่องมือติดตาม พบว่าเต่าทั้ง 13 ตัว อายุตั้งแต่ 1-5 ปี ว่ายน้ำหากินใกล้กับชายฝั่ง ซึ่งผลจากการวิจัยนี้สรุปได้ว่า การปล่อยเต่าหลังจากอนุบาลแล้ว 1 ปี หรือมีขนาดใกล้เคียงกับเต่าที่โตแล้วตามธรรมชาติ สามารถลดความเสี่ยงที่เต่าจะเสียชีวิตก่อนถึงวัยเจริ ญพันธุ์ได้.

มนุษย์

เคยได้ยินว่า มนุษย์ ก็เป็นสัตว์เหมือนกัน แต่เป็น "สัตว์ประเสริฐ"
ทำไมถึงเรียกว่า "สัตว์ประเสริฐ" ทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อย ประเสริฐ เลย wacko.gif rolleyes.gif dont_tell_anyone_smile.gif

หนูสงสัยค่ะ หนูสงสัย
V
V
V
สายน้ำทิพย์เริ่มโตแล้วค่ะ...ไม่ร้องไห้ในวัดแล้ว
ความคิดเห็น 24/11/2006 12:51

ไฟล์ขนาดย่อที่แนบมาด้วย
Image Reduced
รูปแนบ

โลมา

โลมา
โลมา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งอาศัยน้ำที่มีสติปัญญาสูงชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเชื้อสายใกล้เคียงกับ วาฬ ในภาษาอังกฤษเรียกโลมาว่า Dolphin มาจากภาษากรีกโบราณ δελφίς เดลฟิส (delphis) ตำนานกรีก เล่าว่า เทพแห่งไวน์ของกรีก ชื่อ ไดโอนีซอส (Dionysos) แปลงลงมาเป็นมนุษย์ และได้โดยสารเรือข้ามจากเกาะอิคาเรีย (Ikaria) ไปยังเกาะนาซอสในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไดโอนีซอสนั้นแม้จะเป็นเทพ ทว่าไม่มีญาณหยั่งรู้ว่าเรือลำที่ตนโดยสารไปนั้นเป็นเรือโจร ลูกเรือจะปล้นผู้โดยสารทุกคนถ้วนหน้า เมื่อถึงคราวของไดโอนีซอส เขาจึงถูกลูกเรือปล้น และคิดจะจับเขาไปขายเป็นทาส ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำต้องแสดงตนว่าเป็นเทพ และสาปให้เรือมีเถาองุ่นขึ้นเต็ม มีเสียงขลุ่ยดังขึ้น พวกลูกเรือตกใจ จึงกระโดดน้ำหนีไปหมด และได้กลายร่างเป็นปลาโลมา มาจนกระทั่งทุกวันนี้ เมื่อกลายเป็นปลาโลมา นิสัยของลูกเรือก็เปลี่ยนไปด้วย กลายเป็นสัตว์ที่ใจดี มีเมตตา แถมยังช่วยเทพแห่งสมุทร คือ โพซิดอนหาเจ้าสาวอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ปลาโลมาจึงได้รับเกียรติจากโพซิดอน ตั้งชื่อ กลุ่มดาวกลุ่มหนึ่งว่า กลุ่มดาวโลมาอีกด้วย ที่จริงแล้วโลมาเคยเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่บนบกเหมือนมนุษย์ แต่เพื่อความพยายามหาอาหาร เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และหนีศัตรู โลมาจึงค่อยๆปรับตัวให้ลงไปอยู่ในน้ำ เพื่อความอยู่รอดแทน นั่นเป็นตำนานของคนโบราณ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โลมาเป็นสัตว์เลือดอุ่นอาศัยอยู่ในน้ำ คลอดลูก เป็นตัว แถมยังเลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนมนุษย์ และยังเป็นสัตว์น้ำที่น่ารักเสียด้วย

ปลาสอด

ตระกูลปลาสอด มีทั้งปลาสอดแดง,สอดดำ,ซัลฟิลขาว-เหลือง,บอลลูน,ซิลเวอร์โกล





แบบว่ามือใหม่นะครับ ไม่ใช่ฟาร์มใหญ่โตอะไร เลี้ยงที่บ้านธรรมดานั่นแหละครับ แต่มันขยายจำนวนมาก
เริ่มแน่นแล้ว ต้องระบายขายออกไม่งั้นมันจะอัดกันตายครับ ตอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสอดแดงเสียเยอะนะครับ
แต่ก็สีแดงเข้มมากครับ มาชมดูก็แล้วกันครับ ในขอนแก่นนี่แหละ แถว รพช.
จะเลี้ยงไว้ดูเล่นสวยงามก็ดี ก็สุนทรีไปอีกแบบ
จะเลี้ยงไว้ให้มันกินลูกน้ำกำจัดยุงลายก็ได้ ก็ช่วยชาติไปอีกทาง
หรือจะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นรายได้ ก็ได้เงินไปอีกนาน


[HIGHLIGHT=#17365d][HIGHLIGHT=#ffffff] [/HIGHLIGHT]มีขนาด 1 นิ้ว ขายตัวละ 1.50 บาท/100ตัวขึ้นไป[/SIZE][/COLOR][/HIGHLIGHT]
[HIGHLIGHT=#17365d][HIGHLIGHT=#ffffff] [/HIGHLIGHT][HIGHLIGHT=#8db3e2]มีขนาด1.5นิ้ว ขายตัวละ 2

เก้งหม้อ

ภาพที่แนบมา


เก้งหม้อ
Muntiacus feai


ลักษณะ : เก้งหม้อ มีลักษณะโดยทั่วไป คล้ายคลึงกับเก้งธรรมดา ขนาดลำตัวไล่เลี่ยกัน เมื่อโตเต็มที่น้ำหนักประมาณ ๒๐ กิโลกรัม แต่เก้งหม้อจะมีสีลำตัวคล้ำกว่าเก้งธรรมดา ด้านหลังสีออกน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีน้ำตาลแซมขาว ขาส่วนที่อยู่เหนือกีบจะมีสีดำ ด้านหน้าของขาหลังมีแถบขาวเห็นได้ชัดเจน บนหน้าผากจะมีเส้นสีดำอยู่ด้านในระหว่างเขา หางสั้นด้านบนสีดำตัดกับสีขาวด้านล่างชัดเจน

อุปนิสัย : เก้งหม้อ ชอบอาศัยอยู่เดี่ยว ในป่าดงดิบ ตามลาดเขา จะอยู่เป็นคู่เฉพาะฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ออกหากินในเวลากลางวันมากกว่าในเวลากลางคืน อาหารได้แก่ ใบไม้ ใบหญ้า และผลไม้ป่า ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว เวลาตั้งท้องนาน ๖ เดือน

ที่อยู่อาศัย : ชอบอยู่ตามลาดเขาในป่าดงดิบและหุบเขาที่มีป่าหนาทึบและมีลำธารน้ำไหลผ่าน

เขตแพร่กระจาย : เก้งหม้อ มีเขตแพร่กระจาย อยู่ในบริเวณตั้งแต่พม่าตอนใต้ลงไปจนถึงภาคใต้ตอนบน ของประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศไทยพบในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีลงไปจนถึงเทือกเขาภูเก็ต ในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ในจังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานีและพังงา

สถานภาพ : องค์การสวนสัตว์ ได้ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเก้งหม้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๘ ในปัจจุบันเก้งหม้อจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และองค์การ IUCN จัดเก้งหม้อให้เป็นสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : ปัจจุบัน เป็นสัตว์ป่าที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์หมดไปจากประเทศ เนื่องจากมีเขตแพร่กระจายจำกัด และที่อยู่อาศัยถูกทำลายหมดไปเพราะการตัดไม้ทำลายป่า การเก็บกักน้ำเหนือเขื่อนและการล่าเป็นอาหาร เก้งหม้อเป็นเนื้อที่นิยมรับประทานกันมาก

ที่มา http://www.dusitzoo.org/index.php?option=c...4&Itemid=39

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละมั่ง สมัน กวางผา นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อนสมเสร็จ เก้งหม้อ พะยูน เลียงผา
Go to the top of the page
+Quote Post

จระเข้

ตำนานจระเข้กินคนแห่งสยามประเทศ

วงศกฤต สวัสดินฤนาท เขียน

นับแต่ครั้งโบราณกาล ชุมชนไทยนิยมตั้งบ้านเรือนอาศัยริมฝั่งแม่น้ำ ทำให้
มีเรื่องเล่ากันปากต่อปากถึงจระเข้ขนาดใหญ่ออกอาละวาดคาบคนไปกินเป็น
อาหาร

และเมื่อมีจระเข้ออกอาละวาดได้ไม่นานก็จะมีชาวบ้านรวมกลุ่มกันไปตามพราน
จระเข้เพื่อออกไล่ล่าและจับจระเข้กินคน พรานจระเข้แต่ละคนต่างมีวิชาดีที่ได้
ร่ำเรียนมาจากครูต่างสำนักกัน บางคนออกล่าจระเข้โดยใช้ไม้ทองหลางขนาด
เท่าต้นขา ยาวราว ๑.๕-๒ เมตรลงไปกับเรือที่ใช้ล่า เมื่อเห็นจระเข้ที่ดุร้ายว่ายน้ำ
และอ้าปากอยู่ก็จะขับเรือเข้าใกล้และเอาไม้ทองหลางยัดลงไปขวางปากจระเข้
เมื่อจระเข้งับไม้ทองหลางซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน ฟันของมันจะติดเข้าไปในเนื้อไม้
ถอนไม่ออก จากนั้นพรานจึงใช้เชือกพันมัดปากจระเข้ตรงบริเวณก้อนขี้หมาด้านใน
ทันที วิธีการเช่นนี้ทำให้จระเข้จมน้ำไม่ลงลอยคออยู่ จระเข้ที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
เรียกว่า " จระเข้กล้อง " กล้องเป็นคำโบราณใช้เรียกสัตว์ที่อยู่ในสภาพถูกทำร้าย
ถูกย่ำยี ถูกคาบหรือถูกบีบรัดให้ได้รับความลำบาก

บางชุมชนจะใช้วิธีล่อให้จระเข้กินฟักต้มที่ถูกต้มจนเดือดพล่าน เมื่อจระเข้พุ่งเข้า
งับฟักที่ต้มจนร้อนและกลืนลงท้องไป ไม่นานมันก็จะดิ้นรนฟาดตัว ฟาดหัว ฟาดหาง
ดิ้นทุรนทุรายจากความร้อนของฟักต้มที่เดือดพล่านอยู่ในท้อง ไม่กี่วันต่อมาซาก
จระเข้ขนาดมหึมาก็ลอยอืดขึ้นเหนือลำน้ำให้ชาวบ้านได้เอาซากไปผ่าท้องแหวะออก
หาสิ่งที่บรรจุอยู่ในท้องของมัน

ตำนานเกี่ยวกับจระเข้ในเมืองไทยมีอยู่หลายเรื่อง เช่นเมื่อราวร้อยปีเศษที่ผ่านมา
ครั้งยังเป็นประเทศสยาม มีเรื่องของจระเข้น้ำจืดขนาดใหญ๋ที่ถูกจับมาขังไว้ในวัดกลาง
กรุงเทพมหานครนี่เอง เป็นวัดโบราณมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมเป็นวัดราษฏร์ชื่อว่า
" วัดนางปลื้ม " ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น " วัดสามปลื้ม "

ประมาณปีพุทธศักราช ๒๓๖๒ เจ้าพระยาบดินทรเดชา ( สิงห์ สิงหเสนี ) แม่ทัพใหญ๋
ของไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้เริ่มสร้างวัดสามปลื้มขึ้นใหม่ทั้งหมด เมื่อแล้วเสร็จได้น้อม
เกล้าถวายเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ ๓ และได้รับพระราชนามใหม๋ว่า " วัดจักรวรรดิ
ราชาวาส วรมหาวิหาร "

หลังจากจระเข้ขนาดใหญ่ตัวนี้ถูกนำมาเลี้ยงไว้ในสระของวัด วันดีคืนดีก็มีคนมือไม่อยู่สุข
เอาไม้ไปทิ่มตาจระเข้จนบอด ผู้คนในยุคนั้นพากันเรียกจระเข้ตัวนั้นว่า " อ้ายบอดวัดสามปลื้ม "
จวบจนปัจจุบันในวัดก็ยังมีสระเลี้ยงจระเข้อยู่เยื้องหน้าพระอุโบสถเรียกกันว่าสระ " จระเข้
วัดสามปลื้ม "

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็ปรากฏมีจระเข้ตัวใหญ่ตัวหนึ่งออกอาละวาดกินคนที่แม่น้ำน่าน
บ้านเกยชัย ปัจจุบันคือ ตำบลเกยชัย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ผู้คนสมัยนั้นเชื่อ
ว่าเป็นจระเข้เจ้า ปลายจมูกมันมีดวงด่างสีขาวเป็นจุดเด่น จึงต่างพากันเรียกชื่อมันว่า
" คุณด่างเกยชัย "

คุณด่างเกยชัยออกอาละวาดกินคนได้ไม่นานก็ถูกปราบลงได้ด้วยคมหอกของหมอจระเข้
สองคน ซึ่งได้ตัดหัวเก็บไว้ ว่ากันตามคำเปรียบเทียบในสมัยโบราษว่า มันมีความใหญ่
ขนาดหัวถึงหางสามารถนอนขวางลำน้ำจากฝั่งหนึ่งถึงอีกฝั่งหนึ่งได้

เรื่องราวของคุณด่างเกยชัยมีบันทึกอยู่ในสมุดบันทึกของสมเด็จพรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เมื่อคราวที่ท่านเสด็จไปตรวจราชการที่เมืองเหนือได้บันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของคุณด่าง
เกยชัยไว้สั้น ๆ สองบรรทัด มีใจความว่า " ที่นี่มีศรีษะของจระเข้ใหญ่ เป็นจระเข้กินคน
ชาวบ้านเล่าลือกันว่าเป้ฯจระเข้เจ้า มีพระยาคนหนึ่งได้นำเอาศรีษะจระเข้นี้เข้ากรุงเทพฯ
และได้ขายต่อให้ชาวต่างชาติไป เป็นอันจบกันสำหรับเรื่องราวศรีษะจระเข้ใหญ่ " ปัจจุบัน
บันทึกของท่านตอนนี้สามารถสืบค้นได้ที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี

เรื่องราวของคุณด่างเกยชัยมักจำสับสนกับคุณด่างคลองบางมุด จระเข้น้ำเค็มขนาดใหญ่
ที่ออกอาละวาดกินคนที่คลองบางมุด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

ปีพุทธศักราช ๒๕๐๗ หมู่บ้านหนองไก่ปิ้ง ตำบลนาท อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร
ที่นั่นมีลำน้ำลึกสายใหญ่ ตลอดลำน้ำมีสีเขียวครึ้มตลอดสาย เรียกกันว่า " คลองบางมุด "
คลองนี้มีทางแยกติดต่อไปถึงแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำชุมพร แม่น้ำตะโก และแม่น้ำ
ตาปีที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี นอกจากนี้ยังออกไปทะลุถึงทะเลที่บริเวณสามเหลี่ยมปากน้ำ
ชุมพร ตรงสามเหลี่ยมนี้สามารถต่อไปถึงแม่น้ำแสงแดด อำเภอเมือง จังหวัดชุมพรได้

ย้อนหลังไปเมื่อกึ่งพุทธกาลปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ ที่แม่น้ำแสงแดดมีจระเข้ยักษ์ออก
อาละวาดกัดกินชาวบ้านไปสองสามคน ครั้นเมื่อชาวบ้านรวมตัวกันออกล่าหาตัวมัน จระเข้
ก็หายตัวไปอย่างไร้วี่แวว

เมื่อถึงเดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๐๗ ในคลองบางมุดที่อยู่ด้านหลังสถานีรถไฟ
ควนหินมุ้ยไม่ไกลนัก ผู้คนที่ลงอาบน้ำริมคลองหรือเดินเล่นอยู่ตามตลิ่ง ชาวบ้านที่พายเรือ
ออกตัดใบจากขาย รวมถึงชาวจีนชราผู้มีอาชีพขายกาแฟขายก๋วยเตี๋ยวขึ้นล่องตามลำคลอง
สองฝั่ง คนเหล่านี้หลายรายได้ถูกสัตว์ร้ายสยองขวัญพุ่งเข้างับด้วยขากรรไกรที่ทรงพลัง
แล้วกลืนลงท้องไป

เมื่อมันกินเหยื่อหรือกินคนแต่ละครั้งแล้ว ความอิ่มของมันจะทำให้มันซ่อนตัวกบดาน
อยู่ได้นานถึง ๑๕ วัน ก่อนจะลอยตัวขึ้นไปหาเหยื่อรายต่อไป